วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559
Walt Disneyให้อะไรเรามากกว่าการ์ตูน
หนึ่งในคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและเป็นที่รักของคนหลายรุ่นต่อหลายรุ่นนั้น ก็คือ Walt Disney ความสำเร็จของเขาจากการสร้างตัวการ์ตูนขึ้นมาโลดแล่นอยู่ในหัวใจคนอย่าง Mickey Mouse หรือความสามารถในการก่อตั้ง Disneyland ทำให้เขาได้รับรางวัลมากมาย และชื่อเสียงที่ถือเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกเลยก็ว่าได้
Walt Disney (วอลท์ ดิสนีย์) ชายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการและความสร้างสรรค์ ผู้ให้กำเนิดตัวการ์ตูนชื่อดังระดับโลกมากมาย ผู้มอบความสุขแก่เด็กๆมาอย่างยาวนาน และนี่ก็คือ 10 คำคมที่เราคัดมาแล้วว่าดีที่สุด และอยากให้คุณได้อ่านจริงๆ
1.ยิ่งคุณชอบตัวเองมากเท่าไหร่ คุณก็จะเหมือนคนอื่นน้อยลงเท่านั้น และนั่นทำให้คุณมีเอกลักษณ์
2.บางทีมันก็สนุกเหมือนกันนะที่ได้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ขึ้นมา
3.ทำไมต้องกังวล ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่คุณทำดีที่สุดแล้ว คุณก็ไม่ต้องกังวล ความกังวลไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
4.มีสิ่งมีค่ามากมายในหนังสือ มากกว่าของมีค่าจากเกาะมหาสมบัติเสียอีก
5.เงินไม่เคยทำให้ฉันตื่นเต้น แต่ไอเดียของฉันต่างหากล่ะ
6.เวลาคุณเชื่อในอะไรซักอย่างหนึ่ง คุณต้องเชื่อให้ถึงที่สุด และเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา
7.วิธีเริ่มทำอะไรซักอย่างหนึ่ง คือ หยุดพูด และลงมือทำ
8.ฝันของเราเป็นจริงได้ทุกอย่าง แค่เรากล้าจะตามล่ามันหรือเปล่าแค่นั้นเอง
9.ความแตกต่างของการชนะกับการแพ้ ก็คือ การไม่ล้มเลิก นั่นเอง
10.เสียงหัวเราะไม่มีวันหมดอายุ จินตนาการไม่เคยแก่ลง ความฝันยังคงอยู่ตลอดไป
ที่มา – kiitdoo
จากต่ำสุดสู่สูงสุด
7 CEO ที่เริ่มต้นจากชีวิตที่ โคตรจน แต่ตอนนี้ กลายเป็นมหาเศรษฐีโคตรรวย
ความจริงแล้ว businessinsider เขียนไว้ทั้งหมด 14 คน แต่ผมขอยกมาเพียง 7 คนที่คนไทยเรารู้จักกันจริงๆ ซึ่งชีวิตของพวกเขานั้น น่าจะเป็นแรงบันดาลใจดีๆให้กับคนที่กำลังเริ่มธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่กำลังท้อแท้
1.Jan Koum ผู้ก่อตั้ง Whats App
ตอนอายุ 16 เขาต้องเผชิญกับความตกอับและยากลำบากมาก ถึงขั้นที่ต้องยังชีพด้วย คูปองแลกอาหาร
2.Jack Ma ผู้ก่อตั้งบริษัท Alibaba
ก่อนจะเป็นมหาเศรษฐี เขาจนและต้องดิ้นรนหางาน และแม้แต่ KFC ก็ยังไม่รับเขาเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ด้วยซ้ำ
3.Ingvar Kamprad ผู้ก่อตั้งบริษัท IKEA
ตอนอายุ 7 ขวบ เขาจนถึงขั้นต้องขายไม้ขีดไฟเลี้ยงชีพ และพอเข้าช่วงอายุ 21 เขาก็ผันตัวมาขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาก่อตั้งบริษัท IKEA ในเวลาต่อมา
4.Howard Schultz ผู้ก่อตั้งกาแฟดัง Starbucks
ครอบครัวของเขาค่อนข้างยากจน และนั่นก็ทำให้ Howard ในวัยเด็กต้องฝ่าฟันอย่างหนัก แต่เพราะเขาเป็นคนหัวดีอยู่แล้ว ทำให้เขาสามารถก่อตั้ง Starbucks ขึ้นมาได้
5.Ralph Lauren ผู้ก่อตั้ง Polo
ก่อนจะมาเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเพียงเสมียนที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศวันละหลายชั่วโมงมาก่อน
6.Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle
Larry Ellison โตมาในครอบครัวที่ไร้พ่อ ซึ่งเขากับแม่ต้องประสบกับความยากลำบากมากมาย และนั่นก็ต้องทำให้เขา รับจ้างทำงานทั่วไปนานถึง 8 ปี
7.Roman Abramovich เจ้าของทีมฟุตบอลชื่อดัง Chelsea
เขาเสียพ่อไปตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ และเสียแม่ไปตอนอายุ 18 จากนั้นเขาก็ฝ่าฟันชีวิตมาแบบลำบากสุดๆ แต่แล้วโชคชะตาที่พลิกไปพลิกมานั้น ทำให้เขาได้เข้าไปทำงานในการซื้อขายน้ำมันทางตะวันตกของซีเรีย และด้วยความเก่งและความอดทน ก็สามารถไต่เต้าจนเป็นเจ้าของได้เอง
ที่มา http://www.catdumb.com/
http://www.flagfrog.com/
ความจริงแล้ว businessinsider เขียนไว้ทั้งหมด 14 คน แต่ผมขอยกมาเพียง 7 คนที่คนไทยเรารู้จักกันจริงๆ ซึ่งชีวิตของพวกเขานั้น น่าจะเป็นแรงบันดาลใจดีๆให้กับคนที่กำลังเริ่มธุรกิจของตัวเอง หรือคนที่กำลังท้อแท้
1.Jan Koum ผู้ก่อตั้ง Whats App
ตอนอายุ 16 เขาต้องเผชิญกับความตกอับและยากลำบากมาก ถึงขั้นที่ต้องยังชีพด้วย คูปองแลกอาหาร
2.Jack Ma ผู้ก่อตั้งบริษัท Alibaba
ก่อนจะเป็นมหาเศรษฐี เขาจนและต้องดิ้นรนหางาน และแม้แต่ KFC ก็ยังไม่รับเขาเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ด้วยซ้ำ
3.Ingvar Kamprad ผู้ก่อตั้งบริษัท IKEA
ตอนอายุ 7 ขวบ เขาจนถึงขั้นต้องขายไม้ขีดไฟเลี้ยงชีพ และพอเข้าช่วงอายุ 21 เขาก็ผันตัวมาขายเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาก่อตั้งบริษัท IKEA ในเวลาต่อมา
4.Howard Schultz ผู้ก่อตั้งกาแฟดัง Starbucks
ครอบครัวของเขาค่อนข้างยากจน และนั่นก็ทำให้ Howard ในวัยเด็กต้องฝ่าฟันอย่างหนัก แต่เพราะเขาเป็นคนหัวดีอยู่แล้ว ทำให้เขาสามารถก่อตั้ง Starbucks ขึ้นมาได้
5.Ralph Lauren ผู้ก่อตั้ง Polo
ก่อนจะมาเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเพียงเสมียนที่ต้องนั่งทำงานในออฟฟิศวันละหลายชั่วโมงมาก่อน
6.Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle
Larry Ellison โตมาในครอบครัวที่ไร้พ่อ ซึ่งเขากับแม่ต้องประสบกับความยากลำบากมากมาย และนั่นก็ต้องทำให้เขา รับจ้างทำงานทั่วไปนานถึง 8 ปี
7.Roman Abramovich เจ้าของทีมฟุตบอลชื่อดัง Chelsea
เขาเสียพ่อไปตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบ และเสียแม่ไปตอนอายุ 18 จากนั้นเขาก็ฝ่าฟันชีวิตมาแบบลำบากสุดๆ แต่แล้วโชคชะตาที่พลิกไปพลิกมานั้น ทำให้เขาได้เข้าไปทำงานในการซื้อขายน้ำมันทางตะวันตกของซีเรีย และด้วยความเก่งและความอดทน ก็สามารถไต่เต้าจนเป็นเจ้าของได้เอง
ที่มา http://www.catdumb.com/
http://www.flagfrog.com/
กิจวัตรของคนเปลี่ยนโลก
Steve Jobs
Jobs จะตื่นเช้าทุกวัน และทุกเช้า Jobs จะมองกระจกแล้วถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันคือสิ่งที่ใช่หรือไม่ เรามีความสุขกับมันแน่ๆใช่ไหม? ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ แสดงว่าต้องเริ่มมองหาอะไรใหม่ๆได้แล้ว
Mark Zuckerberg
Barack Obama
โอบาม่าจะตื่นนอนไม่เกิน 6:45 ทุกวัน เพื่อออกกำลังกายทั้งยกเหล็กและคาร์ดิโอเพื่อรักษาความฟิต ก่อนจะลงมาร่วมโต๊ะอาหารเช้ากับครอบครัว และช่วยแพ็คของให้ลูกก่อนจะไปทำงาน เป็นคนที่รักครอบครัว และมีระเบียบวินัยอย่างมากเลยทีเดียว ถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีต่อประชาชนมาก
Howard Schultz (ผู้ก่อตั้ง Starbucks)
ผู้บริหารที่ดูแลสุขภาพมาก Schultz กิจกรรมช่วงเช้าของผู้บริหารร้านกาแฟ ย่อมต้องมีสไตล์กว่าคนอื่น Schultz ตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่งเพื่อเอาหมาไปเดินเล่นและออกกำลังกายจนถึงเวลาประมาณ 6 โมงเช้า จากนั้นจะเป็นเวลาความร่มรื่นในการชงกาแฟ ก่อนเริ่มงาน เพราะด้วยใจที่รักกาแฟนี่เอง ทำให้เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
Bill Gates
บิล เกตส์ เป็นคนที่ชอบเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และรักษาสุขภาพไม่แพ้ Obama เลย ทุกๆเช้า บิล เกตส์ จะตื่นขึ้นเพื่อมาวิ่งบนลู่วิ่ง ประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมๆกับหาความรู้ใหม่ๆเลขาที่จะส่งข่าวอัพเดตเทรนด์ ไอเดียให้ บิล เกตส์ ทุกเช้า เพราะเขาเชื่อว่า เป็นการวอร์มสมองก่อนที่จะไปคิดอะไรหนักๆทั้งวัน
ที่มา
http://www.unlockmen.com/
http://www.flagfrog.com/
จะเผยไต๋ให้ใครรู้
เผยผลการวิจัยยืนยัน! คนที่ชอบป่าวประกาศเป้าหมายของตัวเอง มักไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย
รู้รึเปล่าว่าคนที่ชอบเล่าแผนการชีวิตของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า มักจะเจอความล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่เก็บมันเอาไว้กับตัว หรือเปิดเผยเฉพาะกับบุคคลที่เหมาะสมที่จะฟังบางครั้งคราว
นี่คือเคล็ดลับการใช้ชีวิตอย่างหนึ่งที่ถูกศึกษาตั้งแต่ปี 1920 เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยหล่ะครับ งานวิจัย
ถ้าเรามีเป้าหมายสูงสุดในชีวิตซักอย่างและตั้งใจว่าจะทำมันให้สำเร็จให้ได้ สิ่งที่เราไม่ควรทำคือการเล่ามันให้คนอื่นฟังบ่อยๆ เพราะการเล่าหรือพูดเกี่ยวกับเป้าหมายหรือแผนการของตนเองให้ผู้อื่นฟัง จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนเดียวกับที่ให้ความรู้สึกดี ทำให้จิตใจเราจะถูกหลอกว่าเราได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้วทำให้ความกระตือรือร้น ที่จะทำมันลดลง และมีแนวโน้มที่จะล้มเหลวมากขึ้น
และสิ่งที่ควรทำก็คือ ฟัง และ ลงมือทำ หากทำสองสิ่งนี้ให้มากกว่าการพูด รับรองว่าหน้าที่การงานและความฝันที่ตั้งไว้ เราจะต้องเดินทางไปถึงอย่างแน่นอนครับ
ที่มา
indepencil
.flagfrog.com
วิกฤตการเงินที่กระทบถึงผู้หญิง
กรีซวิกฤตหนัก ยอมขายตัวแลกเงินน้อยนิด
ศาสตราจารย์ลาซอส ได้ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยข้อมูลของหญิงสาวประกอบอาชีพขายบริการทางเพศกว่า 17,000 คน ในประเทศ พบสาวกรีซกำลังการเป็นผู้ให้บริการหลักแทนที่หญิงสาวจากประเทศในฝั่งยุโรปตะวันออก และค่าบริการทางเพศในกรีซถือว่าถูกที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป
ศาสตราจารย์ลาซอสกล่าวว่า “ผู้หญิงบางคนยอมขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับพายชีสหรือแซนด์วิชเพียงชิ้นเดียวเพราะพวกเธอเหล่านั้นต่างหิวโหย ขณะที่บางคนประกอบอาชีพนี้เพื่อนำเงินไปจ่ายค่าภาษี ชำระหนี้ หรือเพื่อนำไปซื้อยาเสพติด”
ในช่วงแรกที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในประเทศกรีซ มูลค่าในการซื้อบริการทางเพศอยู่ที่ 50 ยูโร (ประมาณ 1,900 บาท) แต่ในปัจจุบันมูลค่าดังกล่าวลดลงเหลือต่ำสุดเพียง 2 ยูโรเท่านั้น (ประมาณ 80 บาท) สำหรับการซื้อบริการทางเพศเป็นเวลา 30 นาที
ศาสตราจารย์ลาซอสกล่าวเพิ่มว่า “ผู้หญิงที่ยอมขายบริการในราคาดังกล่าวมีเพียง (2 ยูโร) ประมาณ 400 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงขายบริการหลายพันคนในประเทศ แต่ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนจนกระทั่งเกิดวิกฤติทางการเงิน และในบรรดาผู้ให้บริการทางเพศทั้งหมดในประเทศปัจจุบันมีหญิงชาวกรีซเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 80 เปอร์เซนต์”
จากผลการศึกษาที่หลากหลายพบว่า หญิงสาวอายุน้อยซึ่งเป็นหนึ่งกลุ่มที่เสนอขายบริการทางเพศในราคาที่ถูกที่สุดกำลังเพิ่มมากขึ้น โดยไม่มีท่าที่จะลดลง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นด้วยอัตราเร็วคงที่และสม่ำเสมอ
khaosod
flagfrog
เล่นหุ้นหรือจะดีกว่าเล่นเลโก้
ข้อมูลน่าสนใจ เล่น ‘เลโก้’ อาจทำกำไรได้ดีกว่าการเล่นทองหรือเล่นหุ้นเสียอีก
เป็นข้อมูลที่น่าสนใจเหมือนกันนะเนี่ย เพราะแบบนี้รึเปล่าในต่างประเทศเลยมีอาชีพพวกนักสะสมของเล่นเอยอะไรเอยมากมาย เพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของมัน
บางทีการเล่นทองหรือเล่นหุ้น อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการทำเงิน แต่เป็นเลโก้ ของเล่นนี่แหละบอกได้เลยว่าประมาทไม่ได้เลยล่ะ ลองมาดูข้อมูลที่น่าสนใจนี้กัน
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติแล้ว เลโก้ต่างๆ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ถ้าเป็นการลงทุนก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ
ตัวอย่างเช่นสมมติเราซื้อเลโก้รุ่น Ultimate Collector’s Millennium Falcon ในปี 2007 มาราวๆ 342 ปอนด์ หรือราวๆ 18,800 บาท (แบบครบชุด) คุณจะขายมันได้ในราคาเกือบๆ 2,700 ปอนด์ หรือ 150,000 บาท
ราคาพุ่งสูงลิบขึ้นหลายเท่าตัว แต่แน่นอนเพราะการที่มันหาซื้อไม่ได้แล้ว รวมถึงต้องถูกเก็บไว้ในกล่อง สภาพแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่างั้นแหละ
สำหรับข้อมูลจาก Telegraph ได้ระบุว่า ชุดเซทเลโก้ที่ราคาพุ่งขึ้นสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาคือชุด ‘Cafe Corner’ แบบจำลองโรงแรมที่วางขายในปี 2007 ในตอนนั้นมูลค่าราวๆ 89 ปอนด์ หรือ 4,900 บาท สำหรับตอนนี้ราคาพุ่งไปสูงถึง 2,100 ปอนด์ หรือ 120,000 บาทเลยล่ะ 23 เท่าตัวภายใน 8 ปี
เหมือนที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ว่าจากสถิติแล้ว เลโก้ต่างๆ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน ผู้คนที่เล่นทองกันมีรายได้ราวๆ ร้อยละ 9.6 เท่านั้น ในทุกๆ ปี
เป็นสถิติและข้อมูลที่น่าสนใจกันเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วเงินมันก็หาได้หลายทางนะเนี่ย อยู่ที่ว่าเรารู้แหล่ง และรู้ช่องทางรึเปล่า ของเล่นยังกลายเป็นเงินมูลค่ามหาศาลได้เลย
ที่มา:
http://www.flagfrog.com/
http://www.telegraph.co.uk/
http://www.catdumb.com/
เป็นข้อมูลที่น่าสนใจเหมือนกันนะเนี่ย เพราะแบบนี้รึเปล่าในต่างประเทศเลยมีอาชีพพวกนักสะสมของเล่นเอยอะไรเอยมากมาย เพราะมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของมัน
บางทีการเล่นทองหรือเล่นหุ้น อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการทำเงิน แต่เป็นเลโก้ ของเล่นนี่แหละบอกได้เลยว่าประมาทไม่ได้เลยล่ะ ลองมาดูข้อมูลที่น่าสนใจนี้กัน
ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ จากสถิติแล้ว เลโก้ต่างๆ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ถ้าเป็นการลงทุนก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ
ตัวอย่างเช่นสมมติเราซื้อเลโก้รุ่น Ultimate Collector’s Millennium Falcon ในปี 2007 มาราวๆ 342 ปอนด์ หรือราวๆ 18,800 บาท (แบบครบชุด) คุณจะขายมันได้ในราคาเกือบๆ 2,700 ปอนด์ หรือ 150,000 บาท
ราคาพุ่งสูงลิบขึ้นหลายเท่าตัว แต่แน่นอนเพราะการที่มันหาซื้อไม่ได้แล้ว รวมถึงต้องถูกเก็บไว้ในกล่อง สภาพแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่างั้นแหละ
สำหรับข้อมูลจาก Telegraph ได้ระบุว่า ชุดเซทเลโก้ที่ราคาพุ่งขึ้นสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาคือชุด ‘Cafe Corner’ แบบจำลองโรงแรมที่วางขายในปี 2007 ในตอนนั้นมูลค่าราวๆ 89 ปอนด์ หรือ 4,900 บาท สำหรับตอนนี้ราคาพุ่งไปสูงถึง 2,100 ปอนด์ หรือ 120,000 บาทเลยล่ะ 23 เท่าตัวภายใน 8 ปี
เหมือนที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ว่าจากสถิติแล้ว เลโก้ต่างๆ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แต่ในทางกลับกัน ผู้คนที่เล่นทองกันมีรายได้ราวๆ ร้อยละ 9.6 เท่านั้น ในทุกๆ ปี
เป็นสถิติและข้อมูลที่น่าสนใจกันเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วเงินมันก็หาได้หลายทางนะเนี่ย อยู่ที่ว่าเรารู้แหล่ง และรู้ช่องทางรึเปล่า ของเล่นยังกลายเป็นเงินมูลค่ามหาศาลได้เลย
ที่มา:
http://www.flagfrog.com/
http://www.telegraph.co.uk/
http://www.catdumb.com/
แฮกเกอร์เจ้าพ่อไมโครซอฟ
เจ้าพ่อไมโครซอฟ อย่าง บิล เกตส์ ก็มีวีรกรรมการแฮกสุดแสบในวัยเด็กของ “บิล เกตส์” ที่แฮกนู่นแฮกนี่เป็นว่าเล่นเรียกว่าส่อแววตั้งแต่เด็กๆเลย
แฮกบริษัทเพื่อโกงเวลาการใช้งานคอมพิวเตอร์
ดูเหมือนว่าชั่วโมงคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนจะยังไม่จุใจ เพราะด้วยความคลั่งไคล้และหลงใหลในอุปกรณ์สุดทันสมัยของเด็กๆ ทำให้เวลาในการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนทำการเช่าไว้กับบริษัทนั้นหมดลงอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ บิลและพอลจึงได้ใช้ความอัจฉริยะส่วนบุคคลทำการเจาะระบบรักษาความปลอดภัย จนสามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลด้านบัญชีและได้มาแม้กระทั่งรหัสผ่านของผู้ดูแลเพื่อนำมาใช้งานคอมพิวเตอร์ต่อได้หลายชั่วโมง ในที่สุดบริษัทก็จับได้และไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้งานเครื่องอยู่หลายสัปดาห์
เขียนโปรแกรมให้ตัวเองได้เข้าเรียนกับกลุ่มของเด็กผู้หญิง
ในภาคเรียนฤดูร้อน บิลได้รับการว่าจ้างให้เขียนโปรแกรมสำหรับจัดตารางการเรียนการสอนให้กับโรงเรียน เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้ชื่อของตัวเองเข้าไปอยู่ในคลาสที่ทุกคนใฝ่ฝัน ผลที่ออกมาคือเขาได้เข้าไปนั่งเรียนร่วมกับสาวๆ หลายสิบคนโดยทั้งห้องมีเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียว
แฮกระบบคอมพิวเตอร์ของสนามบินเพื่อเรียกให้เครื่องบินกลับมารับ
ในช่วงปี 1980 บิลและพอลตกเครื่องที่สนามบินนานาชาติซานฟรานซิสโก ในขณะที่เครื่องบินกำลังค่อยๆ เคลื่อนออกไป บิลก็วิ่งไปที่ห้องควบคุมงวงช้างและทำการแฮกผ่านระบบความปลอดภัยของสายการบิน เพื่อที่จะสั่งให้กับตันนั้นหันเครื่องบินกลับมารับพวกเขา พอลนึกว่าบิลจะถูกจับตัวส่งตำรวจ แต่สิ่งที่สายการบินทำก็คือวนเครื่องบินกลับมารับพวกเขา
ที่มา – businessinsider , meekhao
http://www.meekhao.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






























